วันเสาร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

หน้าต่างบานกระทุ้ง

หน้าต่างบานกระทุ้ง เป็นหน้าต่างประเภทมีบานพับอยู่ด้านบนของบานค่ะ การเปิดก็ต้องใช้วิธีดันขึ้นไปจากด้านล่าง และเมื่อเปิดแล้วจะทำหน้าที่เป็นกันสาดไปในตัว รวมทั้งช่วยกันแสงสะท้อนจากด้านบน แต่หากหน้าต่างบานกระทุ้งนั้นอยู่ในชั้นล่าง ๆ ควรเปิดบานให้สูง ๆ เพื่อให้พ้นจากวิถีคนสัญจรไปมา


หน้าต่างบานกระทุ้ง

หน้าต่างบานกระทุ้ง นั้นมีลักษณะลูกฟักเป็นกระจกหรือเป็นไม้ทั้งบาน ข้อเสียของหน้าต่างประเภทนี้ก็คือถ้าหน้าต่างใช้บานพับธรรมดาก็จะต้องเป็นบานพับที่มีความแข็งแรงมาก ๆ และต้องมีขอสับ มิฉะนั้นจะทนรับน้ำหนักของบานไม่ได้น่ะนะคะ




ข้อมูลอ้างอิงจาก หนังสือ 108 วิธี ปรับปรุง-ซ่อมแซมบ้านด้วยตัวเอง

หน้าต่างบานเลื่อน

หน้าต่างบานเลื่อน ประกอบด้วยหน้าต่าง 2 บาน บานทั้งสองมีขนาดเท่ากัน สามารถเลื่อนสลับไปมาอีกด้านได้โดยอิสระอยุ่ในวงกบ  มีล็อคมือจับประจำบานทั้งคู่  ในบางกรณี ผู้ใช้สามรถระบุให้เป็นบานเลื่อนเดี่ยวได้ โดยยึดบานด้านใดด้านหนึ่งให้ติดตาย ไม่มีมือจับ ส่วนอีกบานสามารถล็อก และเลื่อนได้ปกติ หน้าต่างประเภทนี้สามารถเปิดได้เดียวของความกว้างทั้งหมดน่ะนะคะ เพราะต้องเสียเนื้อที่ซ้อนบานกัน เมื่อเลื่อนเปิดหน้าต่าง


หน้าต่างบานเลื่อนสลับ

หน้าต่างบานเลื่อน นั้นไม่ช่วยเรื่องการรับลมค่ะ แต่ถ้าอยู่ในทิศทางที่ลมผ่านแล้ว จะเปิดให้ลมเข้ามาได้มาก บานหน้าต่างประเภทนี้จะมีขนาดใหญ่กว่าปกติ และเป็นทั้งไม้และอลูมิเนียม ส่วนลูกฟัก (ตัวบานหน้าต่าง) มักจะใช้กระจกหรือวัสดุประเภทอื่นตามความต้องการ

ข้อเสียของหน้าต่างประเภทนี้ก็คือ ถ้าเป็นไม้จะทำได้ยากและมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงค่ะ




อ้างอิงจาก หนังสือ 108 วิธี ปรับปรุง-ซ่อมแซมบ้านด้วยตัวเอง

วันศุกร์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

หน้าต่างบานพับ

หน้าต่างบานพับชนิดเปิดข้าง นั้น มีอยู่ 2 ประเภทค่ะ นั่นคือ หน้าต่างบานเปิดที่ใช้บานพับแบบธรรมดา กับหน้าต่างบานเปิดที่ใช้บานพับแบบวิทโก้

หน้าต่าง แบบใช้ บานพับธรรมดา มีทั้งแบบบานเดี่ยวและบานคู่น่ะนะคะ โดยจะบานพับจะอยู่ด้านใดด้านหนึ่งของหน้าต่าง สามารถเปิดกว้างออกได้ถึง 180 องศา แต่เวลาเปิดแล้วจะต้องมีขอยึดเอาไว้ เพราะบานหน้าต่างจะไหวไปตามแรงลมที่พัดผ่าน จึงต้องใช้บานพับล็อกเอาไว้




ส่วน หน้าต่าง แบบใช้ บานพับแบบวิทโก้ บานหน้าต่างจะเปิด-ปิดไปในทางเดียวกันค่ะ และมักจะเป็นหน้าต่างบานเดี่ยว แต่ละบานจะมีบานพับอยู่ทั้งด้านล่างและด้านบน แต่จะเปิดได้ไม่กว้างมากนัก หน้าต่างชนิดนี้ไม่ต้องใช้ขอสับเพราะตัวบานหน้าต่างมีความฝืดจากบานพับอยู่แล้ว




อย่างไรก็ตามการเปิดหน้าต่างทั้งสองประเภทนี้อาจมีปัญหาอยู่บ้างค่ะ ถ้าทิศทาง สถานที่ที่ติดตั้งหน้าต่าง และการเปิดทั้งไว้ ไปอยู่บริเวณที่มีคนเดินอยู่ภายนอก เพราะบานหน้าต่างที่เปิดคาไว้นั้นอาจะไปกีดขวางทางเดิน การจะปิด-เปิดหน้าต่างก็จะต้องระมัดระวัง เพราะอาจเปิดไปถูกคนเดินไปเดินมาได้ ดังนั้น หน้าต่างประเภทนี้จึงควรติดตั้งในจุดที่ไม่มีคนเดินไปมาน่ะนะคะ หรือถ้าจำเป็น ก็ควรเปิดหน้าต่างในบางโอกาสเท่านั้นค่ะ :)



ขอบคุณที่มา หนังสือ 108 วิธี ปรับปรุง-ซ่อมแซมบ้าน ด้วยตัวเอง

วันพฤหัสบดีที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

หน้าต่างกระจก และกระจกกันความร้อนชนิดต่าง ๆ

หน้าต่างกระจก จัดว่าเป็นหน้าต่างที่ได้รับความร้อนจากแสงอาทิตย์ และความร้อนจากภายนอกอาคารเข้าสู่ภายในอาคารได้มากที่สุดทางหนึ่งค่ะ

กล่าวคือ ถึงแม้ว่าอาคารมีพื้นที่กระจกเพียงร้อยละ 20 ของพื้นที่อาคารทั้งหมด  แต่พื้นที่กระจกเหล่านี้จะมีการถ่ายเทความร้อนเข้าสู่ภายในอาคารได้ถึงร้อยละ 75  ของความร้อนภายในอาคารทั้งหมดเลยทีเดียวน่ะนะคะ



ในปัจจุบันนี้ กระจก ที่สามารถ ป้องกันความร้อน ได้ดี ก็คือ กระจกสะท้อนความร้อน (Heat Mirror) ค่ะ

กระจกชนิดนี้มีคุณสมบัติคล้ายกระจกเงา ทำหน้าที่สะท้อน  รังสีความร้อนของแสงอาทิตย์ได้ประมาณร้อยละ 60 โดยคุณสมบัติในการสะท้อนนั้นจะมากกว่าการดูดกลืน และ มีสีหลากหลายแปรเปลี่ยนไปตามช่วงเวลาของวันและฤดูกาลอีกด้วย ดังนั้นนอกจากกระจกกันความร้อนจะเป็นตัวช่วยสะกัดกั้นความร้อนเข้าสู่ตัวบ้าน ยังเป็นการสร้างชีวิตชีวาและความสวยงามให้กับตัวอาคารได้อีกวิธีหนึ่ง   

กระจกสะท้อนความร้อน นั้น เหมาะสำหรับอาคารที่ใช้งานตอนกลางวันค่ะ  เช่น อาคารสำนักงาน  เนื่องจากคุณสมบัติการสะท้อนแสง จึงทำให้บุคคลภายนอกที่อยู่ในด้านสว่างกว่ามองเห็นภาพในอาคารไม่ชัดเจน จึงช่วยสร้างความเป็นส่วนตัวให้กับผู้อาศัยภายในอาคารโดยไม่ต้องพึ่งพิงม่านมาช่วยปกปิด

แต่กระจกสะท้อนความร้อน ก็มีข้อด้อยเช่นกันนะคะ คือในตอนกลางคืน แสงที่เกิดขึ้นภายในอาคารจากหลอดแสงสว่าง  จะทำให้ผู้คนภายนอกสามารถเห็นผู้คนที่อยู่ภายในได้อย่างชัดเจน ซึ่งในกรณีหลังนี้จะเหมาะสำหรับอาคารธุรกิจบางประเภทเช่น ภัตตาคาร ร้านอาหาร ไม่เหมาะกับการใช้ในอาคารบ้านเรือนที่มีลักษณะส่วนตัวกว่า

กระจก 2 ชั้น (Low Emittance Glass)

มีคุณสมบัติในการแผ่รังสีความร้อนต่ำ กระจกชนิดนี้จะเป็นตัวป้องกันความร้อนจากแสงอาทิตย์

กระจกอัจฉริยะ (Smart Glass)

กระจกชนิดนี้มีสารเคลือบผิวที่มีคุณสมบัติพิเศษในการตอบสนองต่อแสงที่ตกกระทบค่ะ โดยสามารถควบคุมความยาวคลื่นแสงที่ต้องการให้ผ่านกระจกได้ เช่นให้แสงที่มีความยาวคลื่นที่ตามองเห็นได้ผ่านเข้ามาเท่านั้น

สำหรับกระจกใสซึ่งนิยมใช้กันในอาคารแบบเดิม ๆ ความร้อนจากภายนอก จะผ่านทะลุเข้าตัวอาคารได้มาก (ร้อยละ 83) แต่มีแสงสว่างที่ตามองเห็นทะลุผ่านสูง (ร้อยละ 88) ดังนั้นกระจกใส จะให้แสงสว่างเข้ามามาก แต่ในขณะเดียวกันก็จะมีปริมาณความร้อนผ่านเข้ามามากด้วยเช่นกัน ดังนั้นวิธีป้องกันความร้อนที่ผ่านกระจกใส คือ การติดฟิล์มกรองแสงที่ผิวกระจกด้านในซึ่งมีคุณสมบัติในการสะท้อนความร้อนได้สูงถึงร้อยละ 72 ช่วยสะกัดกั้นความร้อนที่จะเข้ามาภายในตัวอาคารหรือบ้านเรือนของเรานั่นเองนะคะ :)
 




  1. ขอบคุณที่มา http://www.selectcon.com/ba_10.asp

วันพุธที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ชนิดของหน้าต่าง

สวัสดีค่ะ เพื่อน ๆ บล้อกบ้านในฝันทุกท่าน

ส่วนประกอบหลักที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของบ้านที่จะขาดเสียมิได้ในการออกแบบ หรือในการก่อสร้างบ้าน ก็คือ หน้าต่าง นั่นเองน่ะนะคะ

หน้าต่าง ที่นำมาใช้ประกอบตัวอาคาร บ้านพักอาศัย นั้น เราสามารถแบ่งตามวัสดุที่ใช้ได้ 2 ชนิดหลักๆ ด้วยกันค่ะ คือหน้าต่างไม้ และ หน้าต่างกระจก ค่ะ

หน้าต่างไม้

มักจะใช้กับบ้านพักอาศัยที่เป็นไม้ (บ้านทรงไทย) หรือใช้ตามโรงเรียน หน้าต่างชนิดนี้ใช้เป็นช่องลมในการถ่ายเทอากาศ มีคุณสมบัติในการป้องกันความร้อนเข้ามาภายในตัวบ้าน อาคารได้ดีกว่าหน้าต่างกระจก แต่ไม่เหมาะสมกับอาคารหรือบ้านพักอาศัยที่ติดตั้งระบบปรับอากาศ เพราะจะทำให้ไม่สามารถเห็นทัศนียภาพนอกได้ เนื่องจากต้องปิดไว้ตลอดเวลา


บานหน้าต่างไม้สัก

หน้าต่างกระจก

หน้าต่างกระจก เป็นหน้าต่างที่ได้รับความนิยมอย่างมากทั้งในบ้านพักอาศัยและอาคาร เนื่องจากทำให้เห็นทัศนียภาพภายนอกบ้านพักอาศัยและอาคาร สามารถติดตั้งง่าย รวดเร็ว และสะดวกกว่าการก่อผนังทึบด้วยคอนกรีต ดังนั้นจึงมีการพัฒนาหน้าต่างกระจกให้มีความสวยงามและพัฒนากระจกที่ใช้ทำหน้าต่างให้มีคุณสมบัติด้านการประหยัดพลังงาน คือป้องกันความร้อนได้ดีและยอมให้แสงผ่านเข้าได้มาก

หน้าต่างกระจก


แต่ถ้าเป็นบ้านพักอาศัยที่ปลูกสร้างด้วยไม้ถ้าติดตั้งหน้าต่างกระจกจะต้องแน่ใจว่าบ้านไม่มีรอยรั่วของอากาศนะคะ เพราะถ้าเปิดเครื่องปรับอากาศ ความเย็นที่ได้จากการปรับอากาศจะรั่วซึมออกมาภายนอกเครื่องปรับอากาศจึงต้องทำงานมากกว่าเดิมทำให้สูญเสียพลังงานไฟฟ้ามาก ดังนั้นในกรณีนี้ถึงแม้ว่าจะใช้หน้าต่างกระจกทีมีคุณภาพดีก็ไม่ได้ช่วยอนุรักษ์พลังงานแต่อย่างใดค่ะ







ขอบคุณที่มา http://www.selectcon.com/ba_9.asp

หลังคาทรงปั้นหยา hip roof

หลังคาปั้นหยา เป็นประเภทของหลังคาที่ทุกด้านลาดไหลลงสู่ผนัง โดยมักมีความชันไหลเอียงเท่ากัน หลังคาปั้นหยาของบ้านทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า จะมีสามเหลี่ยม 2 ด้าน และมีสี่เหลี่ยมคางหมู 2 ด้าน ซึ่งเกือบทั้งหมดจะต้องมีความลาดเอียงเดียวกัน เพื่อให้สมดุลย์กัน หลังคาปั้นหยา สามารถมีรางใต้รอบทุกด้านได้ นอกจากนี้หลังคาปั้นหยายังสามารถมีหน้าต่างยื่นออกมาจากหลังคาในด้านที่ลาดเอียงได้




หลังคาทรงนี้ ต่างจากหลังคาจั่วตรงที่สามารถยื่นชายคาเพื่อบังแดดและฝนได้ทั้งสี่ด้าน แต่ความชันของหลังคาปั้นหยามีน้อยกว่าหลังคาจั่ว การระบายน้ำฝนและการป้องกันการรั่วซึมจึงค่อนข้างจะเสียเปรียบหลังคาจั่ว เพราะมีรอยต่อของหลังคามากกว่า

นอกจากนี้ยังมีหลังคาแบบอื่น ซึ่งเป็นการนำหลังคาชนิดต่าง ๆ มารวมกัน หรือนำบางส่วนของหลังคาบางชนิดมาสร้างประกอบกันเพื่อให้เกิดความสวยงาม เช่น หลังคาหน้าจั่วผสมปั้นหยา ส่วนคุณภาพของหลังคานั้น ก็ขึ้นอยู่กับการออกแบบ วัสดุ และฝีมือช่างน่ะนะคะ




ขอบคุณที่มา http://th.wikipedia.org/wiki/

วันอังคารที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

หลังคาจั่ว Gable Roof

หลังคาจั่ว มีลักษณะเหมือนหลังคาแบบเพิงหมาแหงนหันหน้าชนกันค่ะ วัสดุที่ใช้มุงหลังคานั้นมีตั้งแต่ แฝก ใบจาก กระเบื้องแผ่น สำหรับโครงหลังคาส่วนมากก็จะเป็นไม้น่ะนะคะ กำหนดความชันตามความเหาะสม ด้านความสวยงามนั้นควรคำนึงถึงขนาดและความลาดชันของหลังคาด้วย และหากต้องการให้สวยงามยิ่งขึ้น ก็ควรใช้กระเบื้องที่มีคุณภาพดี สีสวย ๆ เพราะหลังคาประเภทนี้เป็นหลังคาแบบที่สามารถโชว์กระเบื้องได้เป็นอย่างดีน่ะนะคะ


หลังคาจั่ว

หลังคาจั่ว นับเป็นหลังคาที่มีความคลาสสิคพอสมควร และเป็นหลังคาที่ใช้กันมาตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน เรียกได้ว่าเป็นที่นิยมกันทั่วไปค่ะ ไม่ว่าจะเป็นสมัยโรมัน-กรีก หรือแม้แต่ไทยเราเองก็นิยมใช้กันมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย โดยเฉพาะบ้านเรือนไทยนั้น มักจะมีหลังคาทรงจั่วเกือบทั้งสิ้น เนื่องจากประหยัดงบ สร้างง่าย สวยงาม คงทน ใช้ประโยชน์ได้สูง และกันฝนได้ดีค่ะ :)





ขอบคุณข้อมูลจาก หนังสือ 108 วิธี ปรับปรุง-ซ่อมแซมบ้านด้วยตัวเอง

หลังคาแบบผีเสื้อ BUTTERFLY

หลังคาชนิดนี้จะคล้ายกับหลังคาเพิงหมาแหงนสองหลังหันหลังชนกันแล้วมีรางน้ำตรงกลางน่ะนะคะ หลังคาผีเสื้อ นั้นมีจุดอ่อนก็คือการที่มีรางน้ำตรงกลางนี่ล่ะค่ะ เพราะอาจมีปัญหาเรื่องฝนหยด ฝนรั่วได้ สาเหตุก็เพราะรางน้ำนั้นต้องรับน้ำปริมาณมากของทั้งสองหลังคา ดังนั้นโอกาสที่จะรั่วซึมจึงมีสูง หลังคาแบบผีเสื้อนี้เคยได้รับความนิยมมากอยู่ช่วงนึงค่ะ แต่ต่อมาก็คลายความนิยมลงไป เนื่องจากประสบปัญหาดังที่กล่าวไว้ข้างต้น



หลังคาปีกผีเสื้อ

ความสวยงามของ หลังคาแบบผีเสื้อ นี้ ถ้าเป็นแบบที่หลังคาซ้อนกันมาก ๆ จะแลดูเหมือนผีเสื้อกำลังบินเล่นลมค่ะ :) แต่อาคารที่สร้างหลังคาแบบนี้ ก็ควรเป็นแค่อาคารขนาดเล็ก ๆ จึงจะสวยงาม หากเป็นอาคารใหญ่ ๆ จะต้องมีเสาค้ำยัน ดังนั้นจึงคลายความสวยงามลง หรือดูแล้วเทอะทะมากกว่าสวยงามน่ะนะคะ




ขอบคุณที่มา หนังสือ 108 วิธี ปรับปรุง-ซ่อมแซมบ้านด้วยตัวเอง

วันอาทิตย์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

หลังคาเพิงหมาแหงน Lean To

หลังคาเพิงหมาแหงน นี้คาดว่าน่าจะประยุกต์มาจาก หลังคาแบน ค่ะ โดยยกด้านหนึ่งของหลังคาให้สูงขึ้น เพื่อให้เกิดความลาดชัน และเพื่อสะดวกกับการระบายน้ำฝน


หลังคาเพิงหมาแหงน Lean To

หลังคาเพิงหมาแหงน มักจะนิยมใช้กับบ้านหลังเล็ก ๆ น่ะนะคะ เพราะสร้างง่าย ประหยัด หรืออาจจะใช้กับอาคารประเภทอื่น ๆ ที่มีขนาดเล็ก มีน้อยห้อง เช่น โรงจอดรถ โรงครัว ที่พักผู้โดยสารรถประจำทาง เป็นต้น อย่างไรก็ตาม หลังคาแบบนี้เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นในปัจจุบันน่ะนะคะ (บ้านเดี่ยวสไตล์โมเดิร์นก็เริ่มนิยมหลังคาแบบนี้) เพราะสร้างง่าย ได้รับประโยชน์สูง แลดูแปลกตา วัสดุที่นำมาใช้มุงหลังคาประเภทนี้นั้น ก็มีทั้งกระเบื้องลอน กระเบื้องแผ่นเรียบ โดยมีโครงสร้างที่เป็นไม้ หลังคาประเภทนี้กันฝนได้ดีทีเดียวค่ะ แต่จะต้องคอยดูแลไม่ให้กระเบื้องที่มุง แตกหรือชำรุด พราะฝนอาจจะไหลเข้าหรือซึมย้อนเข้ามาในบ้านหรือตัวอาคารได้




ข้อดีของหลังคาเพิงหมาแหงน เนื่องจากโครงสร้างหลังคาไม่สลับซับซ้อนเหมือนหลังคาประเภทอื่น ทำให้ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้หลายอย่างเลยน่ะนะคะ ตั้งแต่ประหยัดโครงสร้างอาคาร, หลังคา,  ค่าแรง,  เวลา, โดยรวม ประหยัดเงินมากกว่าหลังคาประเภทอื่นค่ะ

ข้อเสียของหลังคาเพิงหมาแหงน บังแดดและฝนได้ทิศทางเดียว ควรระวังเรื่ององศาความลาดเอียงหลังคา เพื่อป้องกันการไหลย้อนซึมของฝนเข้าสู่ตัวอาคารด้วยนะคะ



ขอบคุณที่มา หนังสือ 108 วิธี ปรับปรุง-ซ่อมแซมบ้านด้วยตัวเอง

วันเสาร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

หลังคาแบบต่าง ๆ : หลังคาแบน Flat Slab

สวัสดีค่ะ กลับมาพบกับบล้อกบ้านในฝันกันอีกครั้งนึงนะคะ

ในวันนี้บล้อกบ้านในฝันได้นำเอาสาระความรู้เกี่ยวกับหลังคาประเภทต่าง ๆ ที่มีผู้ใช้งานอยู่ในบ้านเรามาฝากกันอ่ะนะคะ โดยเราจะมาเริ่มกันด้วยแบบแรก นั่นก็คือ หลังคาแบน Flat Slab นั่นเอง



หลังคาแบน นั้น จะว่าไปก็มีลักษณะตรงกับชื่อค่ะ คือมีลักษณะแบนราบ ส่วนมากมักจะใช้ปลูกสร้างในพื้นที่ที่ไม่ค่อยจะมีฝนตก หรือใช้กับตึกที่มีความสูงหลาย ๆ ชั้น หรือใช้ในบ้านสไตล์โมเดิร์น ลักษณะพิเศษของหลังคาประเภทนี้ก็คือ รับความร้อนได้มากกว่าหลังคาประเภทอื่น ๆ แต่ถ้ามีฝนตกก็จะไหลซึมเข้าไปภายในอาคารได้




วัสดุที่ใช้และเหมาะกับการสร้างหลังคาประเภทนี้ได้แค่ คอนกรีตเสริมเหล็กค่ะ โดยมีวัสดุกันซึมปูอีกชั้นหนึ่ง หลังคาประเภทนี้มักจะใช้ประโยชน์ในด้านอื่น ๆ ได้ด้วยน่ะนะคะ เช่น ใช้ประโยชน์พื้นที่บนหลังคาได้อีกส่วนหนึ่ง เช่นตากผ้า วางถังน้ำ นั่งเล่น หรือทำสวนหย่อมเล็ก ๆ แต่ก็ไม่ควรเป็นการใช้งานที่ต้องรับน้ำหนักมากนัก




นอกจากนั้น หลังคาประเภทนี้ยังใช้กับสิ่งปลูกสร้างขนาดเล็ก ๆ เช่น ที่จอดรถ หลังคาคลุมทางเดิน หรือใช้เป็นหลังคาของอาคารชั่วคราวในงานแสดงสินค้า เป็นต้นค่ะ






ขอบคุณที่มา 108 วิธี ปรับปรุง-ซ่อมแซมบ้านด้วยตัวเอง
http://www.saneengineer.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538972063&Ntype=2

วันศุกร์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

พื้นคอนกรีตเสริมเหล็ก

โครงสร้างอาคารที่ประกอบด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก จะช่วยถ่ายแรงร่วมกันอย่างสม่ำเสมอระหว่างเหล็กกับคอนกรีตน่ะนะคะ ซึ่งวัสดุประเภทนี้ จะสามารถรับแรงน้ำหนักได้ดีและเป็นที่นิยมใช้กันอย่างมากในปัจจุบัน

พื้นคอนกรีตเสริมเหล็ก เป็นพื้นคอนกรีตที่นิยมนำไปใช้ในงานก่อสร้างอาคารที่อยู่อาศัย และมีรูปแบบให้เลือกใช้หลากหลายประเภท ตามงบประมาณ และความเหมาะสมในการใช้งาน พื้นคอนกรีตเสริมเหล็กนั้น ยังสามารถแบ่งออกได้อีก 2 ประเภท คือ

1.พื้นคอนกรีตเสริมเหล็กแบบหล่อในที่ พื้นประเภทนี้ใช้ในงานก่อสร้างกันมานาน สามารถก่อสร้างได้โดยการทำนั่งร้านและผูกเหล็กเสริม หลังจากนั้นจึงเทคอนกรีตกันในพื้นที่งานเลย มีข้อดีที่ความแข็งแรงทนทาน และป้องกันความชื้นได้ดี แต่ข้อเสีย คือ มีราคาสูง และใช้เวลาในการก่อสร้างนาน


พื้นคอนกรีตเสริมเหล็กแบบหล่อในที่

2. พื้นคอนกรีตแบบแผ่นกระดาน (พื้นคอนกรีตสำเร็จรูป) พื้นคอนกรีตแบบนี้จะมีลักษณะหนา และเรียบคล้ายไม้กระดาน นิยมใช้ก่อสร้างอาคารที่อยู่อาศัยที่จำนวนชั้นไม่สูงนัก และนิยมใช้กันอย่างแพร่หลายเพราะราคาไม่สูง ใช้ก่อสร้างได้ง่าย และสามารถผลิตได้ในโรงงานเล็กๆ แต่ไม่ควรนำคอนกรีตประเภทนี้ไปสร้างพื้นห้องน้ำ หรือดาดฟ้า เพราะคอนกรีตประเภทนี้มีข้อเสียที่ไม่สามารถกันน้ำซึมได้ พื้นคอนกรีตแบบคานรูปตัวทีคว่ำและคอนกรีตบล็อก พื้นประเภทนี้จะใช้คอนกรีตรูปตัวทีคว่ำ และตัวคอนกรีตบล็อก ประกอบเข้าด้วยกันคอนกรีตประเภทนี้ ไม่สามารถกันน้ำได้ จึงไม่ควรนำมาใช้ในการสร้างพื้นห้องน้ำ หรือดาดฟ้า

แผ่นพื้นคอนกรีตสำเร็จรูป

พื้นคอนกรีตสำเร็จรูป


วิธีทำพื้นคอนกรีตเสริมเหล็ก นั้น จะต้องให้คอนกรีตเสริมเหล็กหนาไม่น้อยกว่า 1 นิ้วค่ะ และถ้าเป็นสิ่งปลูกสร้างในบริเวณน้ำเค็ม จะต้องให้คอนกรีตหุ้มเหล็กให้ทั่ว พื่อป้องกันไม่ให้ไอเค็มไปกัดกร่อนเหล็ก ส่วนรอยต่อรอยขัดของเหล็กนั้นต้องให้เกาะเกี่ยวกันอย่างสมบูรณ์และถูกวิธี ก็จะทำให้คอนกรีตและเหล็กเกิดการรังแรงน้ำหนักได้อย่างสมบูรณ์น่ะนะคะ



ขอบคุณที่มา http://www.xn--l3cnrj9dtcxdubd.com/
หนังสือ 108 วิธี ปรับปรุง-ซ่อมแซมบ้านด้วยตัวเอง

วันพฤหัสบดีที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

พื้นไม้

พื้นไม้ เป็นโครงสร้างของพื้นแบบง่ายๆ โดยใช้คานทำด้วยไม้ปูด้วยไม้แผ่นพื้นเรียงกันโดยวิธีเข้าลิ้นแล้วตอกตะปูยึดไว้ค่ะ โดยมักจะใช้ไม้เนื้อแข็ง ที่ให้ความแข็งแรง เช่น ไม้แดง ไม้มะค่า ไม้สัก ไม้เต็ง เป็นต้น




โครงสร้าง ชนิดนี้มีข้อดี คือ ทำง่าย ประหยัดเวลา แต่มีข้อเสีย คือ รับน้ำหนักได้น้อย อาจมีเสียงดังเวลาใช้งานเนื่องจากไม้หดตัว ไม้หายากขึ้น และมีราคาแพงขึ้น ปัจจุบันพื้นไม้มักไม่ค่อยนิยมทำกันแล้วเนื่องด้วยเหตุผลข้างต้น แต่การทำบันไดยังนิยมใช้โครงสร้างไม้กันอยู่มาก เพราะให้ความสวยงาม แบบธรรมชาติ และไม่ต้องใช้ไม้จำนวนมากนัก

ส่วนใหญ่แล้ว พื้นไม้ นั้นจะยกลอยจากพื้นเพื่อที่จะหลีกเลี่ยงความชื้นจากพื้นดินน่ะนะคะ เพราะความชื้นนั้นอาจจะทำให้พื้นไม้ผุได้ค่ะ



ขอบคุณที่มา  http://www.novabizz.com/CDC/Process13.htm

วันพุธที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

โครงสร้างอาคาร : พื้น

สวัสดีค่ะ กลับมาพบกับบล้อกบ้านในฝันกันอีกครั้งหนึ่งนะคะ :)

ในวันนี้บล้อกบ้านในฝันได้นำเอาสาระความรู้เกี่ยวกับเรื่อง "พื้น" ซึ่งเป็นส่วนประกอบหนึ่งของบ้านของเรามาฝากกันค่ะ มาดูกันนะคะ ว่าพื้นนั้นหมายถึงอะไรและประกอบด้วยพื้นประเภทไหนบ้าง


พื้นบ้าน

พื้น คือส่วนสำคัญของ บ้าน ที่ทำหน้าที่รองรับสิ่งต่าง ๆ ที่วางอยู่ในบ้าน พร้อมทั้งเป็นเครื่องบอกว่าบ้านนั้น ๆ มีกี่ชั้น ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่าพื้นเป็นส่วนประกอบของบ้านที่เราสัมผัสอยู่เสมอ ไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง นอน เราก็อยู่บนพื้นทั้งสิ้น

พื้นบ้าน แยกออกได้เป็นสองชนิดค่ะ นั่นคือ พื้นบนดินหรือพื้นที่ใช้สอย และพื้นลอย

พื้นบนดิน หมายถึง พื้นที่ติดกับดิน และเป็นพื้นที่ถ่ายน้ำหนักลงดิน เช่นพื้นบ้านชั้นล่าง พื้นระเบียงบ้าน โรงรถ เป็นต้น

พื้นลอย หมายถึง พื้นที่อยู่เหนือพื้นดิน และถ่ายน้ำหนักลงบนคาน จากนั้นถ่ายลงบนเสา และถ่ายลงดินอีกต่อหนึ่ง เช่น พื้นบ้านชั้นสอง พื้นเฉลียง และพื้นดาดฟ้า เป็นต้น

ในตอนหน้าของบ้านในฝัน เราจะมาทำความรู้จักกับพื้นบ้านชนิดต่าง ๆ นั่นคือ พื้นไม้ และ พื้นคอนกรีตเสริมเหล็ก กันนะคะ




ขอบคุณที่มา หนังสือ 108 วิธี ปรับปรุง-ซ่อมแซมบ้านด้วยตัวเอง

วันอาทิตย์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

โครงสร้างอาคาร : หลังคา (แป,จันทัน)

สวัสดีค่ะ เพื่อน ๆ บล้อกบ้านในฝันทุกท่าน ในวันนี้เรายังคงอยู่กับสาระความรู้ดี ๆ เกี่ยวกับโครงสร้างบ้านด้วยกันนะคะ

เมื่อตอนที่แล้วเราพูดกันถึงเรื่องโครงสร้างหลังคาและวัสดุมุงหลังคากันไปแล้ว วันนี้จะขอแนะนำโครงสร้างอีกสองชนิดที่จำเป็นต่อโครงสร้างเช่นกัน นั่นก็คือ แป และ จันทัน ค่ะ

แป คือไม้ที่ใช้วางรับกระเบื้องมุงหลังคา โดยแปนั้นจะวางห่างหรือถี่ขึ้นอยู่กับความกว้างยาวของกระเบื้อง แปจะถ่ายน้ำหนักจากกระเบื้องให้ จันทัน อ่ะนะคะ โดยถ้าแปนั้นเป็นไม้ ไม้แปนั้นจะต้องเป็นไม้เนื้อแข็ง ขนาดโดยทั่วไปจะอยูที่ 1.5 นิ้ว x 1.5 นิ้ว เป็นต้น



 
จันทัน ทำหน้าที่รับน้ำหนักมาจากแปแล้วถ่ายน้ำหนักลงสู่อเส (อกไก่) หรือคานรับจันทัน ขนาดของจันทันนั้นจะอยู่ที่ประมาณ 2 คูณ 6 นิ้ว ระยะห่างของจันทันประมาณ 1-2.5 เมตร สำหรับกระเบื้องลอน ส่วนกระเบื้องซีแพคนั้น จะห่างกันราว 0.9-1.2 เมตร




ในตอนหน้าเราจะมาทำความรู้จักกับ อกไก่ ไม้กันนก และ รางน้ำ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างหลังคาเช่นกัน อย่าลืมกลับมาติดตามชมบล้อกบ้านในฝันด้วยกันในครั้งหน้านะคะ





ขอบคุณที่มา หนังสือ 108 วิธี ปรับปรุง-ซ่อมแซมบ้าน ด้วยตัวเอง

วันเสาร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

โครงสร้างอาคาร : ผนัง

ผนัง คือส่วนก่อสร้างในแนวตั้ง ที่ใช้ปิดกั้นเพื่อแสดงพื้นที่ในอาคารหรือแบ่งพื้นที่ใช้สอยค่ะ ผนังจะยึดอยู่ระหว่างคาน พื้น หรือคานบานหลังคา โดยโครงสร้างของผนังนั้น สามารถแบ่งออกได้เป็นสองชนิดดังนี้คือ

1.ผนังเบา

ข้อดีของผนังเบา คือผนังจะมีน้ำหนักที่เบาสมชื่อค่ะ ติดตั้งได้เร็ว ง่าย วิธีการทำผนังเบานั้น เป็นการตีโครงคร่าวขึ้นมาเป็นโครงผนัง โดยโครงเคร่านั้นอาจจะเป็นไม้ หรืออลูมิเนียม แล้วใช้วัสดุที่มีลักษณะเป็นแผ่นมาตีปิด ข้อดีที่เห็นได้ชัดเจนอย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น ก็คือน้ำหนักไม่มากเกินกว่าที่โครงสร้างเดิมจะรับได้ ปัจจุบันงานปรับปรุงหรือต่อเติมส่วนใหญ่จะเลือกใช้ผนังเบา เพราะติดตั้งได้สะดวกและรวดเร็ว สามารถรื้อถอนหรือซ่อมแซมได้ง่าย ช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายต่างๆได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญคือไม่จำเป็นต้องทำโครงสร้างคานมารับแนวผนัง


ผนังเบา

2.ผนังคอนกรีต

ผนังชนิดนี้มีความคงทน ถาวร และมีความแข็งแรงสูงกว่าผนังเบาค่ะ แต่ก็มีน้ำหนักมากกว่าด้วยเช่นกัน ผนังชนิดนี้ก่อสร้างด้วยลักษณะก่ออิฐฉาบปูน แล้วจึงทาสีสันตามใจชอบน่ะนะคะ


ผนังคอนกรีต




ขอบคุณที่มา http://www.decorreport.com/

วันพุธที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ประเภทของโครงสร้างหลังคา

สวัสดีค่ะ เพื่อน ๆ บล้อกบ้านในฝันทุกท่าน ในวันนี้เราจะมาคุยกันต่อในเรื่องของประเภทของโครงสร้างหลังคากันนะคะ





โครงสร้างหลังคาอาคารนั้น แบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทด้วยกันค่ะ คือ

1.โครงสร้างหลังคาคอนกรีตเสริมเหล็ก

โครงสร้างประเภทนี้จะใช้กับโครงสร้างอื่น ๆ ที่เป็นคอนกรีตเสริมเหล็กเช่นกันอ่ะนะคะ เพื่อให้เป็นเนื้อเดียวกันทั้งหลัง ส่วนโครงสร้างที่เป็นแกนหลังคาส่วนที่รับน้ำหนัก คือ คาน อเส อกไก่ และจันทัน จะเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กซึ่งมักใช้ในโครงสร้างหลังคาที่มีช่วงเสากว้างรับน้ำหนักของอาคาร และกระเบื้องที่มีหลังคาสูง แต่อาจจะใช้จันทันไม้ก็ได้ค่ะ เพราะจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้อีกส่วนหนึ่ง





2.โครงสร้างหลังคาไม้

อาคารในปัจจุบันนี้ยังนิยมใช้โครงสร้างหลังคาแบบไม้กันอยู่นะคะ เนื่องจากสร้างได้ง่ายและมีราคาถูก แต่ถ้าช่วงเสากว้าง จะไม่เหมาะนัก ควรใช้กับช่วงเสาที่แคบมากกว่าค่ะ


โครงหลังคาไม้



3.โครงสร้างหลังคาเหล็ก

โครงสร้างเหล็กนั้นจะใช้ในโครงสร้างที่มีช่วงเสากว้าง เช่นหลังคาโรงงานที่มีช่วงเสาขนาดกว้าง 10 เมตรขึ้นไป โครงสร้างหลังคาที่เป็นเหล็กนั้นสามารถรับน้ำหนักได้สูงค่ะ แต่ก็มีราคาแพงเช่นกัน


โครงหลังคาเหล็ก







ขอบคุณที่มา หนังสือ 108 วิธี ปรับปรุง-ซ่อมแซมบ้านด้วยตัวเอง

วันอาทิตย์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

โครงสร้างอาคาร : หลังคา (อกไก่,ไม้กันนก,รางน้ำ)

อกไก่ หรือ อเส คือคานรับจันทัน ทำหน้าที่เป็นคานรับน้ำหนักจากจันทันถ่ายไปให้เสา นอกจากนี้ยังมีส่วนประกอบอื่นเช่นเชิงชายซึ่งใช้ไม้เนื้อแข็งปิดหัวจันทันเพื่อให้เกิดความแข็งแรงคงทนและเพื่อความเรียบร้อยสวยงามอีกด้วย


อกไก่ หรืออเส

ไม้กันนก ใช้ปิดทับเชิงชายอีกทีค่ะ ไม้กันนกนั้นจะปิดร่องระหว่างเชิงชายกับกระเบื้องหลังคา เพื่อป้องกันไม่ให้มีช่องว่างและกันนกไม่ให้เข้าไปทำรังใต้หลังคาหรือบนฝ้าเพดานบ้านเราน่ะนะคะ

ไม้กันนกสำเร็จรูป

หลังคาที่ไม่ได้ติดตั้งไม้กันนก


รางน้ำ มีทั้งรางน้ำประเภทที่ก่อจากคอนกรีตเองเลย หรือรางน้ำสังกะสี ปัจจุบันนี้ยังมีรางน้ำไวนิลซึ่งเป็นรางน้ำสำเร็จรูปที่เมื่อติดตั้งแล้ว อาคารจะแลดูเรียบร้อยสวยงาม ไม่เป็นสนิมอีกด้วย รางน้ำนั้นมี 2 แบบด้วยกันอ่ะนะคะ คือแบบที่ติดกับเชิงชายนอกตัวโครงหลังคา หรือชนิดที่ติดกับจันทันในโครงสร้างหลังคาและมีเชิงชายทับค่ะ


รางน้ำสังกะสี ราคไม่แพง ติดตั้งง่าย

รางน้ำฝนไวนิล สะดวกรวดเร็ว ไม่เป็นสนิม แลดูเรียบร้อยสวยงาม




ขอบคุณที่มา หนังสือ 108 วิธี ปรับปรุง-ซ่อมแซมบ้านด้วยตัวเอง
ภาพประกอบจาก อินเตอร์เน็ต


โครงสร้างอาคาร : หลังคา (วัสดุมุงหลังคา)

หลังคา เป็นส่วนสำคัญอย่างหนึ่งของโครงสร้างค่ะ ทำหน้าที่กันแดดกันฝนให้กับโครงสร้างอาคาร ดังนั้นจึงเป็นส่วนสำคัญ เพราะถ้าขาดไปหรือเกิดความบกพร่องใด ๆ ก็จะทำให้เกิดความยุ่งยากเดือดร้อนอ่ะนะคะ เพราะอาจเกิดปัญหาการรั่วซึมจากฝน ปัญหาจากแดด และลมได้

โครงสร้างของหลังคาโดยทั่ว ๆ ไป มีส่วนประกอบดังนี้ค่ะ

1. วัสดุมุงหลังคา เช่น

กระเบื้องหางเหยี่ยว ปีกนก หรือเกล็ดปลา เป็นกระพเบื้องแผ่นเล็ก ๆ วางซ้อนกัน มีความสวยงามแต่ก็มีราคาแพงและใช้จำนวนในการมุงมากพอควรอ่ะนะคะ


กระเบื้องเกล็ดปลา

จาก เป็นวัสดุมุงหลังคาที่ใช้กันในชนบทเป็นส่วนมากค่ะ การมุงจาก ทำได้โดยวางซ้อน ๆ กัน วัสดุประเภทนี้กันแดดกันร้อนได้ดี แต่มักกันฝนได้ไม่ดีนัก ราคาถูก มุงง่าย และค่าใช้จ่ายน้อย



หลังคามุงจาก

สังกะสี ใช้กันแพร่หลายทั่วไปค่ะ เพราะมีน้ำหนักเบา ติดตั้งง่าย ราคาไม่แพงนัก แต่สังกะสีนั้นไม่กันความร้อนนะคะ นอกจากนั้นยังเป็นสนิมเมื่อเก่าลง หรือมีรอยรั่ว อายุการใช้งานก็เพียงแค่ 10 กว่าปีเท่านั้นค่ะ



สังกะสี

กระเบื้องลอน วัสดุมุงหลังคาประเภทนี้ใช้กันทั่วไปค่ะ กระเบื้องลอนนั้นจะแยกเป็นกระเบื้องลอนใหญ่ ลอนเล็ก และลอนคู่ น้ำหนักไม่มากนัก แต่ก็หนักกว่าสังกะสี ราคาไม่แพง ติดตั้งง่าย และอายุการใช้งานนานกว่าสังกะสีอ่ะนะคะ


กระเบื้องลอนคู่

กระเบื้องซีแพคโมเนียร์ เป็นกระเบื้องที่ได้รับความนิยมสูง สีสวย มีความหนา ทำให้กันความร้อนได้ดีระดับหนึ่ง แต่น้ำหนักของกระเบื้องก็มาก ทำให้เปลืองโครงสร้างมาก ราคาแพง และมีปัญหารั่วตามรอยต่อบ้าง

กระเบื้องซีแพ็คโมเนีย

บล้อกบ้านในฝัน ในตอนหน้า เราจะมาพูดกันถึงเรื่องโครงสร้างหลังคา อันดับต่อไปกันนะคะ

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามชมบล้อกด้วยดีเสมอมาค่ะ :)




ขอบคุณที่มา หนังสือ 108 วิธี ปรับปรุง-ซ่อมแซมบ้านด้วยตัวเอง

โครงสร้างอาคาร : ตง,คาน

ตง ทำหน้าที่รับน้ำหนักให้คานค่ะ หรืออีกนัยหนึ่งคือส่วนที่จะรองรับน้ำหนักของพื้นไม้ โดยปกติจะวางตงห่างกันแต่ละช่วงประมาณ 40-50 ซม. ถ้าวางตงถี่ก็จะทำให้มีความแข็งแรงมากขึ้น แต่ถ้าวางตงห่างเกินไป ก็จำให้ใม่แน่น หรือเกิดการไหวสั่นได้


ตงไม้


คาน ทำหน้าที่รับน้ำหนักจากตงเพื่อถ่ายลงเสา สามารถใช้วัสุดได้หลายประเภทไม่ว่า คานไม้ คานคอนกรีต หรือคานเหล็ก ปกติคานจะเป็นส่วนที่ติดกับเสา ขนาดของคานนั้นจะต้องสัมพันธ์กับเสาอ่ะนะคะ ถ้าช่วงเสาห่างกันมากก็จะต้องทำคานให้ใหญ่ขึ้น เพื่อรับน้ำหนักมากขึ้น และนอกจากนั้นกำลังรับน้ำหนักของคานนั้น ยังขึ้นอยู่กับความหนาและความลึกของคานด้วยค่ะ


คาน




ขอบคุณที่มา 108 วิธี ปรับปรุง-ซ่อมแซมบ้านด้วยตัวเอง
ภาพประกอบจาก อินเตอร์เน็ต

วันเสาร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

โครงสร้างอาคาร : พื้นบ้าน

พื้นบ้าน เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้าง ที่รองรับน้ำหนักของการอยู่อาศัย เพื่อถ่ายน้ำหนักลงสู่เสาและฐานรากค่ะ

สำหรับ พื้นไม้ จะเป็นพื้นเรียบโดยวางทอดไปตลอดเพื่อรับน้ำหนัก และถ่ายลงสู่ตง เพื่อช่วยรับน้ำหนักอีกต่อหนึ่ง พื้นไม้โดยทั่วไปจนใช้ไม้เนื้อแข็งเช่น ไม้มะค่า ไม้แดง และมักจะทำเป็นพื้นไม้เข้าลิ้นในกรณีที่นำไปใช้ปูพื้นในบ้าน แต่พื้นโดยทั่วไปมักจะไม่เข้าลิ้น แต่จะต้องเป็นไม้ที่มีความคงทน ทนน้ำทนแดดได้ดีอ่ะนะคะ


พื้นไม้


พื้นคอนกรีต เริ่มเป็นที่นิยมในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาค่ะ นอกจากจะมีราคาประหยัดกว่าพื้นไม้แล้ว ยังสามารถตกแต่งพื้นปูนได้หลากหลายรูปแบบ หลากหลายวิธี เช่น ปูกระเบื้องทับ ปูแกรนิต ทำหินขัด การใช้งานพื้นปูนและการดูแลรักษาค่อนข้างง่ายกว่าพื้นไม้ ไม่เสี่ยงกับ ปลวก อีกทั้งการก่อสร้างยังทำได้รวดเร็วกว่าด้วยนะคะ


พื้นปูน-ปูกระเบื้อง

โครงสร้างอาคาร : เสาบ้าน

โครงสร้างอาคารทั่วไป จะมีลักษณะการถ่ายน้ำหนักและประโยชน์ใช้สอย ประกอบด้วยส่วนประกอบดังนี้

เสา

เสานั้นทำหน้าที่เป็นแกนรับน้ำหนักจากแน่วดิ่งจากโครงสร้างส่วนอื่น ๆ แล้วถ่ายน้ำหนักลงสู่ฐานราก และเนื่องจากเสานั้นเป็นส่วนประกอบของโครงสร้างที่สำคัญ เพราะเป็นส่วนที่รับถ่ายน้ำหนักและเป็นส่วนที่จะต้องติดต่อกับส่วนประกอบอื่น ๆ ที่สำคัญ เช่น รอด ตง คาน เป็นต้น ดังนั้นจึงต้องวางตำแหน่งของเสาให้ถูกต้อง รวมทั้งติองพิจาณาถึงคุณสมบัติของวัสดุที่นำมาทำเสาด้วย


เสาบ้าน


การวาง ตำแหน่งเสา เป็นเรื่องสำคัญมากค่ะ ถ้าวางเสาถี่ไป จำให้เปลืองฐานราก และทำให้ประโยชน์ในการใช้พื้นที่ของอาคารทำได้ยาก เนื่องจากติดเสา ดังนั้นจึงควรวางเสาในตำแหน่งที่ถูกต้อง วางเสาไม่ให้ถี่เกินไป กล่าวคือ ระยะห่างของเสาที่เป็นมาตรฐานนั้น ควรห่างกันประมาณ 2-4 เมตร ต่อช่วงเสาอ่ะนะคะ และช่วงต่อระหว่างเสานี้ วัสดุที่นำมาใช้ อาจเป็นไม้ หรือเหล็กที่นำมาหล่อกับคอนกรีตก็ได้ แต่ถ้าวางระยะห่างของเสามากกว่านี้ ก็จะทำให้ต้องใช้วัสดุที่มาเชื่อมที่มีขนาดยาวขึ้น ราคาก็จะสูงตามไปด้วยค่ะ




ขอบคุณที่มา หนังสือ 108 วิธีปรับปรุง-ซ่อมแซมบ้านด้วยตัวเอง

รู้จักกับฐานรากของบ้าน

ฐานราก ของบ้านนั้น สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทด้วยกันค่ะ คือ

1.ฐานรากแผ่ เป็นฐานรากแบบตื้น ๆ รับน้ำหนักได้ไม่มากนัก หรือพื้นดินมีคุณสมบัติรับน้ำหนักได้สูง


ฐานรากแผ่

2.ฐานรากเข็ม ในกรณีที่อาคารมีน้ำหนักมาก ถ้าใช้ฐานรักแบบแผ่ ก็จะต้องใช้วัสดุที่ทำเป็นฐานรากมากค่ะ ดังนั้นวิศวกรจึงหันมาใช้ฐานรากแบบมีเสาเข็ม จะเป็นทั้งเสาเข็มสั้น-ยาว และเสาเข็มไม้ หรือคอนกรีต ซึ่งมีอยู่ด้วยกันหลายแบบ แล้วจะแต่นำไปใช้ตามแบบของอาคาร ที่มีขนาดต่าง ๆ กัน



ฐานรากเข็ม

แต่ในปัจจุบันนี้ เราจะนิยมใช้ เสาเข็ม แบบคอนกรีตมากกว่าไม้นะคะ เพราะสะดวกกว่า แม้ว่าถ้าเป็นเสาเข็มขนาดยาวจะมีปัญหาด้านการตอกเสาเข็มอยู่บ้าง ส่วนเสาเข็มไม้นั้น ปัจจุบันใช้กันไม่มากแล้วค่ะ นั่นเพราะไม้หายาก แถมมีราคาแพงอีกด้วย แถมเสาเข็มไม้ยังมีปัญหาเรื่องการผุกร่อน ปลวก ซึ่งถ้าเป็นเสาคอนกรีตก็จะตัดปัญหาเรื่องนี้ได้โดยเบ็ดเสร็จ




ขอบคุณที่มา หนังสือ 108 วิธีปรับปรุง-ซ่อมแซมบ้าน ด้วยตัวเอง

วันพฤหัสบดีที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

รู้จักกับโครงสร้างบ้าน

โครงสร้างโดยทั่ว ๆ ไปประกอบด้วย โครงสร้างในส่วนใต้ดิน และ โครงสร้างบนดิน ค่ะ

โครงสร้างใต้ดิน หมายถึง ส่วนที่ทำหน้าที่ยึดเกาะอาคารและรับน้ำหนักตัวอาคารถ่ายลงสู่ดิน โครงสร้างใต้ดินเมื่อสร้างแล้วจะใช้การได้ผลหรือไม่ ขึ้นอยู่กับน้ำหนักของอาคาร และลักษณะของพื้นดินที่รองรับฐานราก ดังนั้น ถ้าไม่แน่ใจถึงการรองรับน้ำหนักของพื้นดินแล้ว จะต้องตอกเสาเข็ม เพื่อช่วยในการรับน้ำหนักให้ดียิ่งขึ้นอ่ะนะคะ

ส่วนต่าง ๆ ของโครงสร้างใต้ดินได้แก่

ตอม่อ คือเสาที่ต่อจากพื้นชั้นล่างลงไปในดินสู่ฐานราก และทำหน้าที่รับน้ำหนักจากเสาบ้านถ่ายลงสู่ฐานราก



ตอม่อ

ฐานราก คือส่วนที่รับน้ำหนักจากตอม่อ ถ่ายสู่ดิน หรือเสาเข็ม ขนาดของฐานรากนั้นขึ้นอยู่กับน้ำหนักของตัวบ้านและความสามารถในการรับน้ำหนักของดินค่ะ ส่วนต่าง ๆ ของโครงสร้างใต้ดินนี้สำคัญเป็นอย่างยิ่งนะคะ ควรทำตามแบบวิศวกร ไม่ควรตัดลดเพราะเมื่อมีปัญหาจะแก้ยากมาก


ฐานราก


โครงสร้างบนดิน หมายถึง ส่วนที่ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างบ้านที่อยู่เหนือพื้นดินนั่นเอง โครงสร้างในส่วนนี้อาจแบ่งได้เป็น 3 อย่างด้วยกันอ่ะนะคะ นั่นคือ

1. โครงสร้างของเสาและคาน
2. โครงสร้างของพื้นและบันได
3. โครงสร้างของหลังคา

ซึ่งทาง บล้อกบ้านในฝัน จะได้นำสาระและเกล็ดความรู้เกี่ยวกับโครงสร้างดังกล่าวมาฝากกันในลำดับต่อไปอ่ะนะคะ



ขอบคุณที่มา หนังสือ 108 วิธี ปรับปรุง-ซ่อมแซมบ้าน ด้วยตัวเองฯ

หน้าที่ของโครงสร้างบ้าน

หน้าที่ของ โครงสร้าง นั้น เป็นส่วนที่รับและถ่ายเทน้ำหนัก เพื่อให้อาคารสิ่งปลูกสร้างมีความมั่นคง ซึ่งการรับและถ่ายเทน้ำหนักนี้ หมายถึงการถ่ายเทน้ำหนักจากตัวอาคารลงสู่พื้นดิน ซึ่งมีเสาหรือคานเป็นตัวรับและถ่ายเทน้ำหนักนั่นเอง




น้ำหนักของตัวอาคารนั้น แยกเป็นน้ำหนักของโครงสร้างอาคาร และน้ำหนักจรค่ะ

น้ำหนักของโครงสร้างอาคาร หมายถึงน้ำหนักของส่วนประกอบของโครงสร้าง เช่น หลังคาคอนกรีต ไม้ เหล็ก หรือวัสดุที่นำมช้เป็นโครงสร้างเป็นต้น

ส่วนน้ำหนักอีกประเภทหนึ่ง นั่นก็คือน้ำหนักจรนั้น ได้แก่น้ำหนักบรรทุกหรือสิ่งของต่าง ๆ ทั้งคนและสัตว์ที่อาศัยอยู่ในตัวอาคาร รวมไปถึงบรรดาเฟอร์นิเจอร์ของตกแต่งที่นำมาบรรจุไว้ในอาคารด้วย เป็นต้น


ในตอนหน้าของ บล้อกบ้านในฝัน เราจะมาคุยกันถึงเรื่องโครงสร้างบนดินและใต้ดินกันนะคะ

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามชมบล้อกบ้านในฝันด้วยดีเสมอมาค่ะ :)




ขอบคุณที่มา หนังสือ 108 วิธี ปรับปรุง-ซ่อมแซมบ้าน ด้วยตัวเองฯ

วันพุธที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

โครงสร้างของบ้าน ตอนที่ 3 โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก

สวัสดีค่ะ เพื่อน ๆ บล้อกบ้านในฝันทุกท่าน

โครงสร้างของบ้านอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายทั่วไปหรืออาจจะเรียกได้ว่าได้รับความนิยมมากที่สุดก็คือ โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก นั่นเองน่ะนะคะ


โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก (ค.ล.ส.)

โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก หรือที่เรียกว่า ค.ล.ส นั้น รับน้ำหนักได้มากค่ะ ทนแรงกดได้ดี ทนน้ำทนไฟ สามารถปรับปรุงตกแต่งตามต้องการหรือขึ้นรูปต่าง ๆ ได้ แต่ก็มีปัญหาในเรื่องของการหล่อและการแตกร้าวเช่นกัน

เหล็กเสริมในคอนกรีตนั้น ทำหน้าที่ยึดคอนกรีตให้เกาะตัว และทำหน้าที่รับแรงกดร่วมกับคอนกรีตค่ะ แต่ก็จะทำให้อาคารหรือโครงสร้างนั้นมีน้ำหนักที่เพิ่มมากขึ้น

ในปัจจุบันนี้การก่อสร้างนั้น มักจะนำวัสดุหลายประเภทมาใช้ร่วมกันค่ะ เช่น อาจใช้ทั้งไม้ เหล็ก คอนกรีต อะลูมิเนียม ฯ มาใช้ร่วมกัน ซึ่งนอกจากเพื่อความสวยงามแล้วก็ควรจะเลือกใช้ให้เหมาะสมกับหน้าที่ของโครงสร้างที่ควรจะให้ความแข็งแรงของอาคารบ้านเรือนของเราด้วยอ่ะนะคะ




ขอบคุณที่มา หนังสือ 108 วิธี ปรับปรุง-ซ่อมแซมบ้านด้วยตัวเองฯ

โครงสร้างของบ้าน ตอนที่ 2 โครงสร้างเหล็ก

โครงสร้างของบ้านชนิดที่สอง คือ โครงสร้างเหล็ก ค่ะ

โครงสร้างเหล็ก นั้น จะมีความแข็งแรงทนทานสูง แต่น้ำหนักมาก ราคาแพง แต่มีความหยุ่นตัวทนแรงดึงได้สูง เมื่อมีการเชื่อมอย่างถูกต้องแล้วจะมีความทนทานเป็นอย่างมาก


บ้านโครงสร้างเหล็ก

นอกจาก นั้นสิ่งที่ควรรู้ เกี่ยวกับเรื่อง โครงสร้างเหล็ก ก็คือ
      
บ้านโครงสร้างเหล็ก ต้องใช้เหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อนเป็นโครงสร้างหลักคือเสาและคาน
      
บ้านโครงสร้างเหล็ก ต้องระวังปัญหาเรื่องการแตกร้าวโดย

1) ต้องเชื่อมเหล็กกลม (เหล็ก 2 หุน) ติดกับเสาเหมือนหนวดกุ้งเป็นระยะ
2) ผสมปูนกับน้ำยาเชื่อมประสาน (พวก Bonding Agent) เพื่อสลัดดอกบนผิวหน้าสัมผัสของ เสา/คาน ให้ผิวขรุขระ เพิ่มการยึดเกาะให้ดียิ่งขึ้น
3) ใช้ตะแกรงลวดปิดทับบริเวณรอยต่อของเสากับผนัง